วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ในใจเรา




ตอนที่ 19


“ ช่วยด้วยค่ะ ๆๆๆๆ!” ศรารันตระโกนขอความช่วยเหลือ พนาวิ่งตามมาติดๆ คว้าเอวไว้ได้
“ เธอหนี ไปไหนไม่รอดหรอก!” ศรารันพยายามดิ้น
“ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!” ทั้งสองฉุดกระชากลากถูกันอย่างทุลักทุเล แต่แรงหญิงก็มิอาจสู้แรงชายได้ พนาช้อนอุ้มกายของศรารัน
“ไอ้บ้า! ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ ช่วยด้วย ๆๆ!” เธอตะโกนจนเสียงแหบเสียงแห้ง พนาอุ้มเธอมาถึงรถแล้วโยนลงเบาะรถตู้
“หุบปาก! ฤทธิ์เยอะนักนะ แม่คนสวย อย่างนี้สิ ผมชอบ!” พนาพูดพลางยิ้มอย่างมีชัย เขาเองก็สนใจศรารันตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น เธอไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นๆที่เคยผ่านมาของเขา
ศรารันได้แต่พนามองอย่างแค้นเคือง แล้วหันมามองเกร็ดดาวอย่างโมโห พลางคิดในใจ ฉันไม่น่าโง่ หลงเชื่อยัยดาวเลย
เกร็ดดาวได้แต่หลบตา รถตู้มุ่งหน้าออกไป

ทางฝ่ายพินิจนัยกลับมาก็ดึกแล้ว ปกติเขาก็นอนที่รีสอร์ทอยู่แล้ว ไม่ค่อยได้กลับบ้าน บ้านของเขาต้องนั่งเรือข้ามเกาะไปอีกเกาะหนึ่ง ซึ่งเป็นเกาะส่วนตัวที่สวยงามมาก ที่นั่นสงบ แม่ของเขาไม่ค่อยออกไปไหน มักใช้ชีวิตที่นั่น กับพวกสาวใช้อีกสองสามคน
แล้วไหนจะเรื่องฟาร์มม้าของพ่อ ที่ตอนนี้ ก็มีญาติคอยคนดูแลอยู่

เขาเดินผ่านบ้านพักของศรารัน เห็นปิดไฟมืด จึงคิดว่าหลับแล้ว จึงไม่ได้เอะใจอะไร เดินผ่านไปเมื่อถึงบ้านพักของเขา ก็หยุดมองต้นลีลาวดีสีขาวหรือ ลั่นทม เขาชอบดอกของมัน ที่รีสอร์ทและที่บ้านแม่ของเขา จะมีต้นนี้เยอะมาก เขาเก็บดอกที่ล่วงหล่นลงมา แล้วถือเข้าบ้าน เอามาวางไว้ที่หัวเตียง
มือถือของเขาดังขึ้น ใครโทรมาดึกป่านนี้วะ เขาคิด
เมื่อเห็นชื่อของผู้ที่โทรมาก็ยิ้ม
“ ว่าไง เพชร ยังไม่นอนอีกเหรอ”
“ เพชรนอนไม่ค่อยหลับ นัยนอนหรือยัง นี่โทรมากวนหรือเปล่า”
“เปล่าหรอก นัยไปพบเพื่อนมา อยู่คุยกันจนเพลิน เลยดึก เพิ่งกลับมาถึงเอง”
“แล้ว เมื่อไหร่ นัยจะขึ้นมากรุงเทพเหรอ เพชรคิดว่าถ้านัยยังไม่ขึ้นมา เพชรจะลงไปหานัยที่ภูเก็ตแล้วนะ”เพลิงเพชรพูด
“ อีกไม่นาน นัยก็ต้องขึ้นไปทำธุระที่นั่นอยู่แล้ว และก็คงจะต้องอยู่นั่นสักพัก รับรองเราได้เจอกันแน่ๆ” พินิจนัยตอบ
เพลิงเพชรยิ้มอย่างดีใจ
“ก็ดีสิ ถ้านัยมาเมื่อไหร่ บอกเพชรด้วยนะ”
“แน่นอนอยู่แล้ว”พินิจนัยตอบ
“งั้นแค่นี้นะ ขอให้นัยฝันดีละกัน”เพลิงเพชรพูดด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี
“ครับ เช่นกัน” จากนั้นก็วางสาย

………………………………..
ทางด้านพนา เมื่อมาถึงที่บ้านก็สั่งลูกน้องให้พาสองสาวไปขังไว้ในห้อง ทั้งคู่ส่งเสียงดัง จนอิสระออกมา
“นี่ มันอะไรกัน เอะอะโวยเสียงดังกันอยู่ได้” อิสระมองไปที่สองสาว
“อ้าว แล้วนี่ผู้หญิงสองคนนี้เป็นใคร” อิสระถามพนา
“ผู้หญิงของไอ้นัย ครับพ่อ ผมจับมาเอง”
“จับมาทำไม เดี๋ยวก็เป็นเรื่องใหญ่หรอก” อิสระไม่เห็นด้วย
“ ก็ถ้าอยากกำจัดมัน ก็ต้องใช้วิธีนี้แหล่ะ ล่อให้มันมาหาเรา” พนาพูด
“ไม่ได้นะ พวกแกห้ามทำอะไรพี่นัยนะ” เกร็ดดาวพูดแทรก
“ หุบปาก!” พนาตะคอก “เธอไม่มีสิทธิ์มาสั่งฉัน “ เฮ้ย พาไปขังได้แล้ว” ประโยคหลังพนาสั่งลูกน้อง
“ พ่อครับ แล้วเรื่องส่งไม้อาทิตย์หน้า….” พนายังพูดไม่ทันจบ
“พ่อเปลี่ยนใจแล้ว เราจะส่งเร็วขึ้น เป็นคืนพรุ่งนี้”
“ทำไมล่ะครับ”
“ลูกค้า ต้องการด่วน เพราะกลัวตำรวจ” อิสระตอบ
ศรารันและเกร็ดดาวถูกจับมาไว้ในห้องเดียวกัน เมื่ออยู่กันตามลำพัง ศรารันก็เปิดฉากพูด “ฉันไม่คิดเลยนะ ว่าเธอจะหลอกฉัน!”
“ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ มายุ่งเกี่ยวกับพี่นัยของฉัน มันก็คงไม่เป็นแบบนี้หรอก!” เกร็ดดาวเถียง
“ ฉันกับคุณนัยไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย เธอคิดไปเองต่างหาก ดูสิ ฉันเลยซวยแบบนี้ไงเล่า!” ศรารันพูดอย่างเหลืออด
ระหว่างที่สองสาวเถียงกัน ประตูก็ถูกเปิดออก
“ทะเลาะอะไรกัน น่ารำคาญจริงๆ!” พนาพูด
“ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้เลยนะ ถ้าแกอยากได้นังศรา แกก็เอาไปสิ มาจับฉันไว้ทำไม”เกร็ดดาวพูด ศรารันมองหน้า “ ทำพูดแบบนี้ล่ะ”
“หยุด ฉันก็อยากได้ทั้งสองคนแหล่ะ ไม่ต้องเกี่ยงกันหรอกน่า” พนาพูด
ศรารันเบือนหน้าหนี อย่างขนลุก
“ไม่รู้ว่าไอ้นัยมันดีตรงไหน ถึงมีผู้หญิงชอบมันเยอะ” พนาพูด
เกร็ดดาวโมโหจึงด่าว่า
“ไอ้ชั่ว ฉันเกลียดแก ฉันไม่มีวันยอมเป็นของแกหรอก พี่นัยจะต้องมาช่วยฉัน เขาเป็นคนดี ไม่ได้ชั่วเหมือนแก เขาดีกว่าแกทุกอย่าง แกสู้เขาไม่ได้สักอย่าง!” พนาเริ่มเดือด
“ หุบปาก! เธอนี่มันปากดีนักใช่มั้ย งั้นฉันจะสั่งสอนเธอเป็นคนแรก เฮ้ย! พายัยนี่ไปห้องฉัน” ประโยคหลังพนาสั่งลูกน้อง เกร็ดดาวตกใจ ซึ่งก็ไม่ต่างกับศรารัน
“แกจะทำอะไรฉัน!” เกร็ดดาว เริ่มร้องไห้
“เดี๋ยวก็รู้” พนายิ้มอย่างน่ากลัว ศรารันไม่รู้ว่าจะช่วยยังไง ลูกน้องพาเกร็ดดาวออกไปแล้ว
พนาหันมามองศรารัน “ ผมไม่เคยถูกใจใคร เท่าคุณมาก่อนเลย แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ผมจะยังไม่ทำอะไรคุณ อยู่ในนี้ไปก่อนนะที่รัก” พนาจับที่คางศรารัน แต่เธอสะบัด
“นาย จะทำอะไรคุณดาว” ศรารันถาม
“ คุณอยากรู้นักหรือไง”พนาพูดยิ้มๆพลางเอาหน้ามาใกล้หน้าของศรารัน จนศรารันต้องพยายามเบี่ยงหนี ไม่พูดอะไรอีก พนายิ้มกับอาการของศรารัน แล้วเดินออกจากห้องไป
ศรารันจึงแอบด่า “ ไอ้บ้า ไอ้เลว!”
ถึงแม้เธอจะโกรธเกร็ดดาวอยู่ แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้
“ไม่รู้ ยัยดาวนั่น จะเป็นไงบ้างนะ”



ตอนที่ 18
เมื่อมาถึงที่จอดรถ ศรารันก็เปิดฉากพูด
“ทำไมคุณถึงไปชกเขาแบบนั้น” พินิจนัยอารมณ์ยังหงุดหงิดอยู่
“ก็ดูมันพูดสิ ใครจะทนได้” ศรารันส่ายหน้า แต่ก็ยิ้มออกมา
“แต่ ก็ดีเหมือนกัน ฉันก็หมั่นไส้นายนั่น เชอะ! กล้าดียังไงมาพูดแบบนี้แถมมาจับแขนฉันอีก” ศรารันทำหน้าสะใจ พินิจนัยชำเลืองมอง พลางทำหน้าแปลกใจ
“ตกลง คุณอารมณ์ไหนกันแน่ครับ” ศรารันไม่ตอบพลางเดินขึ้นรถ พินิจนัยจึงเดินตาม แล้วขับรถกลับรีสอร์ท

ทางด้านพนาเมื่อกลับมาที่บ้าน ก็อารมณ์เสีย พาลด่าลูกน้อง จนคนเป็นพ่อที่นั่งอ่านหนังสือพิมพ์ทัก
“ ไปอารมณ์เสียที่ไหนมาล่ะ แล้วหน้าไปทำอะไรมา”
“ก็ไอ้พินิจนัยน่ะสิพ่อ มันชกผม”
“ไอ้พินิจนัยอีกแล้วเหรอ รู้มั้ย ว่ามันไปบอกพวกชาวบ้านไม่ให้ขายที่ดินกับพ่อ ไม่รู้ว่ามันจะเป็นก้างขวางคอเราไปถึงไหน คราวที่แล้วก็เรื่องซื้อที่ดินตัดหน้าเราไปทีหนึ่งแล้ว” อิสระพูดอย่างโมโห
“งั้นจะเก็บมันไว้ทำไมล่ะพ่อ” พนาพูดอย่างเดือดๆ
“อีกไม่นานหรอกลูก”
พนาเกลียดพินิจนัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะเป็นศัตรูกันมาหลายๆเรื่อง แล้วตอนนี้เขาก็นึกแผนออก ผู้หญิงคนนั้น! คงจะมีความหมายกับพินิจนัย

ที่ร้านอาหาร เกร็ดดาวถูกนัดให้มาพบ เธอนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าไม่ค่อยพอใจ
“โทษทีนะครับ ที่ให้รอ”ผู้มาสายกล่าวขอโทษ
“มีอะไรก็พูดมา! ฉันไม่มีเวลามากหรอกนะ” เกร็ดดาวพูดอย่างหงุดหงิด
“แหม ใจเย็นสิครับ แล้วถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับพินิจนัยของคุณล่ะ” พนาพูด
“เรื่องพี่นัย มีอะไร” เกร็ดดาวสงสัย
“ผม มีเรื่องอยากจะถามคุณ เกี่ยวกับผู้หญิงของพินิจนัย”
“ผู้หญิงอะไร ที่ไหน”
“ก็คนที่ชื่อศรารัน เธอใช่คนรักของพินิจนัยหรือเปล่า”
เกร็ดดาวรีบตอบ
“ไม่ใช่สักหน่อย! เอาอะไรมาพูด ยัยนั่นก็แค่แขกที่มาพักรีสอร์ทของพี่นัยต่างหาก”
พนามองหน้า
“หรือครับ ก็ผมเห็นวันนั้นทั้งคู่ไปซื้อของด้วยกัน พอผมไปทัก พินิจนัยก็ทำท่าทางหวงคุณศรารันมาก”
พนาพูดพลางสังเกตสีหน้าของเกร็ดดาว
“ไม่จริง!”
“แล้วแต่คุณจะคิดละกัน แต่ถ้ามีอะไรให้ช่วยก็บอกผมได้ โดยเฉพาะเรื่องคุณศรารัน” พนาพูดอย่างมีเลศนัย เกร็ดดาวเข้าใจในความหมาย เธอรู้ว่าพนากับพินิจนัยไม่ถูกกัน แต่ในเมื่อเป้าหมายมีผลประโยชน์ร่วมกันก็น่าจะร่วมมือกัน
“หมายความว่าคุณสนใจแม่นั่น” เกร็ดดาวพูดอย่างรู้ทัน
“ใช่”
“ดี งั้นเรามาร่วมมือกัน” เกร็ดดาวพูด พนามองหน้าพลางเหยียดยิ้ม
……………………………..
เกร็ดดาวมาที่รีสอร์ทริมเล เธอเริ่มมาตีสนิทกับศรารัน
“คุณศราคะ ดาวขอโทษนะคะที่ตอนแรกๆ พูดจาไม่ค่อยดีกับคุณ อาจเป็นเพราะดาวคิดมากเรื่องพี่นัยกับคุณ” เกร็ดดาวเสแส้รง
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ช่างมันเถอะ” ศรารันแปลกใจที่อยู่ดีๆ เกร็ดดาวก็มาทำดีด้วย
“ งั้นต่อไปนี้ ดาวขอเรียกคุณศรา ว่าพี่ศราได้มั้ยคะ จะได้ดูเป็นกันเอง”
“ ก็ได้ค่ะ แล้วแต่คุณดาวเถอะ”
“เรียกดาวเฉยๆดีกว่าค่ะ”
“ค่ะ” ศรารันตอบ ไม่อยากคิดอะไรมาก


ทางด้านพินิจนัยทราบจากคุณสุชาติว่าเกร็ดดาวมาหาศรารันก็แปลกใจ ก็เดินไปหาศรารัน
“น้องดาวมาหาคุณหรือครับ มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มีอะไรหรอก เธอแค่มาขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับฉัน”
พินิจนัยโล่งใจ “ นึกว่ามีเรื่องอะไรซะอีก” ศรารันมองหน้า
“ แล้วนี่คุณเดินมาเพื่อมาถามเรื่องแค่นี้ เนี่ยนะ”
พินิจนัยหลบตา “ อ๋อ.. เปล่า … คือ ผมเดินมาแถวนี้พอดี แล้วคุณสุชาติบอกผม ผมสงสัย….ก็เลยเดินมา คือว่า…” พินิจนัยพูดจา งงๆ ติดขัด จนศรารันรำคาญขัดขึ้น
“พอทีเถอะคุณ เอาเป็นว่าฉันไม่อยากรู้อะไรแล้ว โอเคมั้ย” ศรารันแอบขำกับท่าทางของพินิจนัย

………………………..
วันนี้ตอนบ่ายเกร็ดดาวมาชวนศรารันออกไปข้างนอก บอกว่าอยากให้ช่วยไปเลือกของขวัญให้เพื่อนหน่อย เธอจึงไป ทางฝ่ายพินิจนัย เขาก็มีนัดกับเพื่อนที่เป็นตำรวจชื่อ ผู้กองวิทย์ ไปคุยเรื่องของนายอิสระ
“แล้วตอนนี้ นายดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” พินิจนัยถาม
“ ทางเรามีสาย อยู่ในนั้น เห็นว่าอาทิตย์หน้า จะมีการลอบส่งไม้เถื่อน” ผู้กองวิทย์บอก
“ ฉันอยากจะเห็นมันโดนจับไวๆ ไอ้พวกสารเลว อยู่ไปก็รกโลก” พินิจนัยพูดอย่างอารมณ์เสีย
“ฉันก็เหมือนกัน หมั่นไส้ไอ้สองพ่อลูก กร่างไปทั่ว …….. ว่าแต่ แกเถอะ เป็นไง เห็นว่าธุรกิจนับวันยิ่งไปได้สวย มีสาวข้างใจได้แล้วมั้ง” ประโยคหลังผู้กองวิทย์แซว
“ ธุรกิจก็โอเคอยู่ ส่วนสาวๆก็ดูไปเรื่อยๆ” พินิจนัยตอบยิ้มๆ
“แล้ว น้องดาวล่ะ เธอก็น่ารักดี ทำไมแกไม่ชอบวะ”
“น้องดาว ฉันคิดได้แค่น้องสาวว่ะ เป็นมากกว่านั้นไม่ได้” พินิจนัยพูดจากใจจริง
“เออ อย่างว่าแหล่ะ เรื่องหัวใจมันบังคับกันไม่ได้นี่หว่า เออ เห็นว่า อีกไม่นานแกก็ต้องขึ้นกรุงเทพนี่หว่า ไปทำอะไรวะ”
“ อ๋อ ไปงานแต่งลูกชายเพื่อนพ่อ แล้วก็อยู่ทำธุระเรื่องบริษัททัวร์ที่จะมาลง คงจะอยู่ที่นั่นสักพัก ฉันซื้อคอนโดทิ้งไว้ที่นั่น” ทั้งคู่สนทนากันตามประสาเพื่อนกันต่อไป
………………………………
ทางด้านศรารัน หลังจากเลือกซื้อของเสร็จ เกร็ดดาวก็ชวนทานมื้อค่ำต่อ จนดึก แล้วทั้งคู่ก็นั่งรถกลับ บนถนนเส้นนี้ไม่มีรถวิ่งผ่านเลย ระหว่างที่ขับรถไป มีคนนอนอยู่กลางถนน
“เอ๊ะ พี่ศราคะ นั่นใครมานอนตรงนั้นคะ” เกร็ดดาวพูด
“ไม่รู้สิ ทำยังไงดีล่ะ”
“เราลงไปดู ดีมั้ยคะ เผื่อว่าเขาอาจจะได้รับบาดเจ็บ จะได้ช่วยเหลือได้” เกร็ดดาวเข้าแผน
ศรารันลังเล แต่ก็ตัดสินใจ “ งั้นเราลองลงไปดูเถอะ”
ทั้งสองสาวลงไป พอพลิกตัวชายคนนั้นหันมายิ้ม จากนั้นก็มีผู้ชายอีกสองคนโผล่มา
ศรารันเห็นก็จำได้ ว่าเป็นคนที่เคยเจอและพินิจนัยก็เคยต่อยเขา
“นาย!” ศรารันตกใจ
“จำผมได้ด้วยหรือครับ” พนาพูดยิ้มอย่างน่ากลัว
“ เฮ้ย จับผู้หญิงสองคนนี้ขึ้นรถ” พนาสั่ง เกร็ดดาวมองหน้า
“หมายความว่าไง แก จะจับฉันทำไม ไหนว่าต้องการนังศรารันคนเดียวไง ” ศรารันตกใจ ไม่คิดว่าเกร็ดดาวจะมีส่วนรู้เห็น
“ช่วยไม่ได้ เธอมันโง่เอง รักมันมากใช่มั้ย ไอ้นัยน่ะ! ฉันจะฆ่ามันด้วยมือของฉันเอง” พนาพูดอย่างเหี้ยมโหด
“แกนี่ มันเลวจริงๆ” เกร็ดดาวด่าว่าพนา
“เธอก็เหมือนกันนั่นแหล่ะ ทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น เธอเองก็มีส่วน” พนา ว่ากลับ
“เฮ้ย! พาขึ้นรถได้แล้ว” ไอ้ลูกน้องสองคนพยายามฉุดกระชาก แต่สองสาวดิ้นสุดฤทธิ์ ศรารันกระทืบเท้าชายคนที่จับเธอแล้วใช้ศอกกระทุ้งที่ท้องของมัน เธอหลุดจากการถูกจับ แล้ววิ่งหนีสุดฤทธิ์ พนารีบวิ่งตาม “ หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


ตอนที่ 17

หลังรับประทานอาหารค่ำเสร็จ พินิจนัยอาสาเดินมาส่งศรารัน แม้ว่าเธอจะปฏิเสธ
“นี่คุณ ไม่ต้องเดินมาส่งฉันก็ได้ ฉันเดินมาเองได้ ไม่หลงหรอกน่า” ทั้งคู่พูดคุยระหว่างทาง
“ผมรู้ ว่าคุณไม่หลงหรอก แต่ผมอยากเดินมาเป็นเพื่อน ” พินิจนัยตอบ
“แล้วนึกยังไง อยากจะเดินมาเป็นเพื่อน” ศรารันถาม
“ก็ไม่มีอะไร ผมเป็นเจ้าของที่นี่ ก็ต้องเอาใจใส่แขกทุกคนอยู่แล้ว” ศรารันมองหน้าพินิจนัยอย่างฉงน
“อย่าบอกนะ ว่าคุณ มักจะเดินมาส่งแขกแบบนี้ทุกราย เอ๊ะ หรือว่าเฉพาะแขกผู้หญิง”
พินิจนัยรีบพูด
“เปล่าสักหน่อยคุณ พูดแบบนี้ผมเสียหายนะ” ศรารันมองค้อนอย่างหมั่นไส้
“เป็นผู้ชาย มันจะเสียหายตรงไหนฮะ! พูดยังกับว่าตัวเองเป็นผู้หญิง”
“คุณรู้ได้ไงเนี่ย ว่าผมไม่ใช่ผู้ชาย อุตส่าห์แอ๊บสุดๆแล้วนะเนี่ย” พินิจนัยแกล้งพูด จนศรารันแอบหัวเราะ พินิจนัยมองหน้าศรารัน เวลาเธอยิ้มหรือหัวเราะ ทำไมเขาจึงมีความสุขไปด้วย
เมื่อเดินมาถึงห้องพัก ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้าน คล้ายๆกัน ของรีสอร์ทริมเล
ศรารันก็เอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณนะคะ ที่เดินมาส่ง”
“ไม่เป็นไรครับ ผมยินดี” พินิจนัยพูดพลางยิ้ม ศรารัน เดินหันหลังเข้าบ้าน พินิจนัยพูดตามหลัง
“กู๊ดไนท์ นะครับ” ศรารันกลับหันมามอง “ เช่นกันค่ะ”
หลังจากไปส่งศรารันเสร็จพินิจนัยเดินกลับมา พลางยิ้มอยู่คนเดียวตลอดทาง เจอกับสุชาติพอดี
จนสุชาติเอ่ยทัก
“คุณนัย อารมณ์ดีเรื่องอะไรหรือครับ เห็นเดินยิ้มมาแต่ไกล” พินิจนัยรีบทำหน้าปกติ
“ อ๋อ…. คือ คืนนี้พระจันทร์สวยดี …ก็เลย อารมณ์ดี ” พินิจนัยพูดเฉไฉ แล้วขอตัวไป
สุชาติมองตาม แล้วแหงนดูท้องฟ้า พลางพูดคนเดียว “มันเกี่ยวกันตรงไหนเนี่ย คืนนี้ไม่มีพระจันทร์สักหน่อย คุณนัยนี่ก็แปลก”
………………………………….
เช้านี้ เกร็ดดาว มาหาพินิจนัยแต่เช้า อยากจะให้เขาพาไปนั่งเรือเล่น แต่พินิจนัยยังไม่ว่าง เนื่องจากมีลูกทัวร์ มาลง เกร็ดดาวจึงเดินไปที่สปา เพื่อฆ่าเวลารอเขา เธอพบกับศรารันพอดี
“สวัสดีค่ะ คุณดาว” ศรารันทักอย่างเป็นมิตร เกร็ดดาวมองหน้าอย่างหยิ่งๆ
“นึกว่าใคร คุณศรารันนั่นเอง ยังอยู่อีกหรือคะ”
ศรารันหน้าเปลี่ยน “ ค่ะ ฉันติดใจที่นี่ เลยอยากอยู่นานๆ” ศรารันพูดนิ่งๆ จนเกร็ดดาวหมั่นไส้
“ติดใจอะไรหรือคะ”
ศรารันรู้ทันเกร็ดดาว ว่าเธอกำลังหวงพินิจนัย เหมือนอย่างที่เธอเคยหวงผู้ชายคนหนึ่ง แต่ต่างกันตรงที่ตอนนั้นเธอกับรติยังเป็นแฟนกันอยู่ ย่อมมีสิทธ์ที่จะหวงหรือหึง แต่กับเกร็ดดาวและพินิจนัยทั้งสองไม่ได้เป็นอะไรกัน
“ทุกอย่างค่ะ” ศรารันตอบ เกร็ดดาวมีสีหน้าไม่พอใจ
“ ทุกอย่างที่ว่านี่ คงไม่ได้รวมถึงเจ้าของรีสอร์ทนะคะ” ศรารันเพียงยิ้ม แล้วขอตัวก่อน เกร็ดดาวมองตามอย่างเกลียดชัง


ที่ห้องทำงานของพินิจนัย สุชาติเคาะเดินเข้ามา
“มีอะไรหรือคุณสุชาติ” พินิจนัยยังก้มหน้าก้มตาดูเอกสารอยู่
“คือ ทางเรามีข่าวมา เกี่ยวกับนายอิสระ” สุชาติพูดถึงนายอิสระ ผู้มีอิทธิพล ของท้องถิ่น
“มีอะไร” พินิจนัยหยุดมองเอกสารตรงหน้า
“มีข่าวว่าตอนนี้มันกำลังจะ กวาดซื้อที่ดินของชาวบ้านในพื้นที่ติดๆกัน เห็นว่าจะสร้างบ่อนขนาดใหญ่ มันบอกว่าจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้มาเที่ยวที่นี่ ชาวบ้านจะได้มีรายได้ไปด้วย” พินิจนัยหน้าเครียด
“ไอ้พวกนี้มันบ้า ไอ้เรื่องผิดๆ ขอให้บอกมันเถอะ ทำได้ทุกอย่าง แล้วพวกชาวบ้านขายไปเยอะหรือยัง”
“ก็ยังไม่ค่อยมีหรอกครับ ชาวบ้านไม่ค่อยเห็นด้วย”
“งั้น เห็นที เราต้องไปบอกพวกชาวบ้านว่าอย่ายอมขายที่ดินให้พวกมัน ผมฝากเรื่องนี้ด้วยนะ คุณสุชาติ”
“ครับ แต่มีอีกเรื่องครับ ตอนนี้ พนา ลูกชายนายอิสระ กลับมาจากนอกแล้วครับ คงจะมาช่วยงานผิดกฎหมายของพ่อมันอีกหลายๆอย่าง”
พินิจนัยนึกถึงพนา ศัตรูที่ไม่ถูกกับเขาตั้งแต่เด็กจนโต ตอนอยู่ประถมและมัธยม ก็ไม่ถูกกัน แบ่งเพื่อนเป็นสองฝ่าย ชกต่อยเป็นประจำ พออยู่มหาวิยาลัย เขาสอบติดที่กรุงเทพ ส่วนพนาก็ไปเรียนเมืองนอก แต่ได้ข่าวว่าทำตัวเละเทะ กว่าจะจบได้

ที่ห้องทำงาน
ทางฝ่ายรติ ตั้งแต่เกิดเรื่อง แม้ว่าเขาจะยินดี ที่ได้คบกับเพลิงเพชร แต่ลึกๆในใจก็ยังอดห่วงศรารันไม่ได้ เขาเองก็เสียใจที่ทำร้ายจิตใจของศรารัน แต่เขาเองก็ไม่รู้จะไปขอโทษเธอที่ไหน เพราะไม่ได้ติดต่อกับพ่อแม่ฝ่ายนั้น เพลิงเพชรเดินเข้ามา
“คิดอะไรอยู่หรือคะ” รติหลุดจากภวังค์
“อ๋อ คือ คิดเรื่องงานอยู่ครับ”
เพลิงเพชรมองหน้า
“คงไม่ได้คิดถึงใครอยู่หรอกนะคะ”
“เปล่านี่ครับ”รติปฏิเสธ เพลิงเพชรแอบยิ้มที่มุมปาก พลางคิด คงจะนึกถึงแม่นั่นล่ะสิ! ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโผล่มาสักที



วันนี้พินิจนัยมาทำธุระที่ตัวเมือง ถามศรารันว่าต้องการอะไรมั้ย แต่เธอขอตามมาด้วยอยากจะไปเลือกของเอง พอมาถึง พินินัยแยกไปทำธุระ ส่วนศรารันเดินไปซื้อของ ระหว่างที่กำลังเลือกของ ดูเสื้อผ้า การกระทำของเธอ กำลังอยู่ในสายตาของใครคนหนึ่ง ที่เห็นเธอตั้งแต่ลงรถมา แล้วเกิดต้องใจ
เธอหยิบดูของประดับเล็กน้อย อย่างเพลินๆ ก็มีเสียงหนึ่งมาทัก
“ชอบหรือครับ” เธอสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมอง เป็นชายหนุ่มดูดี
“ ค่ะ สวยดี” ศรารันตอบเป็นมารยาท
“งั้นผมซื้อให้”
“ไม่ต้องค่ะ ฉันซื้อเองได้” ศรารันไม่เข้าใจ ว่าอยู่ดีๆผู้ชายคนนี้จะมาซื้อของให้ทำไม ผู้ชายคนนั้น มองพลางยิ้ม “นี่คุณ ผู้หญิงที่ไหนเขาก็ชอบให้ผู้ชายซื้อของให้ทั้งนั้นแหล่ะ อย่าเล่นตัวไปหน่อยเลย” ศรารันหน้าเปลี่ยน กลายเป็นไม่พอใจ
“เอ๊ะคุณ! ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทนั้นนะ อย่ามาดูถูกฉันอีก” ศรารันทำท่าจะเดินหนี แต่ผู้ชายคนนั้นจับแขนไว้ “ จะเล่นตัวไปไหน รู้มั้ยว่าผมลูกใคร”
“นี่ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ” ศรารันพยายามสะบัดแขนออกแต่ไม่หลุด อีกฝ่ายยังจับไว้แน่น
พินิจนัยเข้ามาเห็นพอดี จึงรีบวิ่งมา
“ปล่อยเธอเดี๋ยวนี้!” ผู้ชายคนนั้นหันมามอง
“นึกว่าใคร ที่แท้ก็ แกนั่นเอง ไอ้นัย” ศรารันแปลกใจคนทั้งคู่รู้จักกัน
“แก นั่นเอง ไอ้พนา!” พินิจนัยมองนิ่งๆ “ปล่อยคุณศรารันเดี๋ยวนี้!” พนาจึงปล่อยมองทั้งคู่
“แฟนแกหรือวะ สวยดีนี่ ถ้าเบื่อเมื่อไหร่ ก็บอกฉันได้นะ” พนาพูดพลางมองมาที่ศรารัน
พินิจนัยโมโห กำหมัด ซัดเปรี้ยง! ไปที่ใบหน้าของพนา
ศรารันตกใจ รีบห้ามก่อนที่พินิจนัยจะใส่หมัดครั้งที่สอง แล้วรีบลากพินิจนัยออกไป
“ถ้าแกพูดแบบนี้อีก แกโดนอีกแน่!” พินิจนัยตะโกนพูด พนามองตามอย่างเดือดๆ เอามือจับแก้มตัวเอง “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง!”
………………………….

ในใจเรา



ตอนที่ 16


ศรารันกลับมาที่ห้องพัก เธอเห็นนิ่มจึงเรียกมาคุย
“นิ่ม ฉันต้องการให้เธอกลับบ้านพรุ่งนี้ ไม่ต้องอยู่ดูแลฉัน ฉันต้องการอยู่ที่นี่ลำพัง”
นิ่มไม่เห็นด้วย
“แต่ คุณผู้หญิง ต้องการให้นิ่มอยู่กับคุณศรานะคะ”
“ไม่ต้องแล้ว ฝากบอกคุณพ่อคุณแม่ด้วย ว่าไม่ต้องมาหาฉันหรอก ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ ฉันจะกลับไปเอง แต่ถ้าพวกท่านไม่ยอม ฉันก็จะหนีไปอยู่ที่อื่น โดยไม่บอกพวกท่าน”
ตอนแรกนิ่มมีทีท่าว่าไม่ยอม แต่ก็ไม่กล้าขัดศรารัน

เช้าวันรุ่งขึ้นนิ่มได้เดินทางกลับไปกรุงเทพฯ แล้ว โยธินกับคุณหญิงทราบเรื่อง ก็ได้แต่เป็นห่วง และไม่อยากขัดใจลูก เพราะคิดว่าศรารันคงต้องการเวลาพักใจ

ทางด้านเพลิงเพชร ก็กำลังพูดอยู่กับชิดจันทร์
“ไม่รู้ว่า นังศราเงียบหายไปไหน ไม่เห็นโผล่ออกมาเลย เพลิงเพชรบ่น
“สงสัยไปหาที่พักใจมั้ง แต่ฉันว่าคงทำใจยาก ก็แกกับคุณรติ สวีทออกงานบ่อย หนังสือพิมพ์หน้าสังคมก็ลงข่าวตลอด ป่านนี้ไม่ช็อคไปแล้วหรือ” ชิดจันทร์พูด
“ก็นี่แหล่ะ ที่ฉันต้องการให้นังศรา มันเห็นว่าคุณรติ รักฉันมากแค่ไหน มันจะต้องเจ็บปวดไปอีกนาน” เพลิงเพชรพูดอย่างชิงชัง
“รอให้ฉันหายแค้น เมื่อไหร่ ฉันก็จะบอกเลิกคุณรติ”
ชิดจันทร์มองหน้า “แก จะเลิก กับเขาจริงๆเหรอ ฉันว่าน่าเสียดายนะ ทั้งหล่อ ทั้งรวย”
“ก็ฉันไม่ได้รักเขา” เพลิงเพชรพูดสีหน้านิ่งๆ
“แต่แกรัก พินิจนัย”ชิดจันทร์พูดขึ้นแทงใจเพลิงเพชร จนเธอหน้าเปลี่ยน
“ใช่! ฉันรักนัยคนเดียว ชีวิตนี้ฉันคงไม่สามารถรักใครได้อีก” ชิดจันทร์รู้มาตลอดว่าเพลิงเพชรแอบรักพินิจนัยตั้งแต่สมันเรียนแล้ว
“ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย ฉันจะไปหาเขา” เพลิงเพชรพูดตามความรู้สึก
………………………
ทุกๆวัน ศรารันจะเดินไปที่สปา เพื่อบำบัดร่างกายและจิตใจตลอด พอเวลาว่างเธอก็มักจะออกไปเดินเล่นบริเวณรีสอร์ท หรือไม่ก็ชายทะเล เธอเริ่มคุ้นเคยกับพนักงานที่นี่ เริ่มพูดคุยเป็นกันเอง
บางครั้งพินิจนัยก็ชวนเธอไปเที่ยวหมู่บ้านประมง
“คุณนึกยังไง พาฉันมาที่นี่เนี่ย” ศรารันเอ่ยถามขณะที่ทั้งคู่เดินอยู่แถวท่าเรือ
“ก็ผมเห็นคุณว่างๆ ไม่ได้ทำอะไร ก็เลยพามาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย”
“ที่เนี่ยนะ”ศรารันทำหน้าแปลกๆ
“ครับ เป็นไง ได้บรรยากาศทะเลเต็มๆ” พินิจนัยพูดยิ้มๆ ศรารันได้แต่ส่ายหน้า แต่ก็เดินดูอย่างสนใจ


เมื่อทั้งคู่กลับมาที่รีสอร์ท คุณสุชาติก็วิ่งมาหาพินิจนัย
“คุณนัยครับ คุณดาว มารอพบอยู่ครับ”
“น้องดาวเหรอ งั้นเดี๋ยวผมไป” พินิจนัยยังพูดไม่ทันจบ ดาวหรือ เกร็ดดาว ก็วิ่งมาคล้องแขนพินิจนัย
“พี่นัยขา ไปไหนมาคะ ดาวมารอตั้งนานค่ะ” เกร็ดดาวพูดพลางเหลืบมองมาที่ศรารันอย่างไม่เป็นมิตร
“พี่ไปหมู่บ้านประมงมาครับ น้องดาวมีธุระอะไรหรือเปล่าถึงมาที่นี่”
“แหม ทำไมพี่นัย ถามแบบนี้คะ ทำยังกับว่าเราเป็นคนอื่น คนไกล” เกร็ดดาวพูดพลางมองมาที่ศรารัน เหมือนต้องการให้เธอฟังเอาไว้
“แล้วนี่ ใครคะ” เกร็ดดาวถามอย่างสงสัย
“อ๋อ นี่คุณศรารัน แขกของที่นี่” พินิจนัยแนะนำ
“ส่วน นี่เกร็ดดาว ลูกสาวของเพื่อนพ่อผม”
“ยินดี ที่ได้รู้จักค่ะ” ศรารันพูดอย่างเป็นมิตร แต่เกร็ดดาวมองอย่างหยิ่งๆ ศรารันจึงถอนใจ ไม่อยากสนใจ “ฉันขอตัวก่อนนะคะ” ศรารันขี้เกียจอยู่ตรงนั้น จึงเดินไป เกร็ดดาวมองตามอย่างไม่ค่อยชอบหน้า
“ เขาจะมาอยู่ที่นี่นานมั้ยคะ”
“ก็อาจจะนานหรือไม่นาน ก็แล้วแต่เขา” พินิจนัยพูด ใจจริงเขาอยากจะให้ศรารันอยู่นานๆ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาคิดแบบนั้น



ทางด้านศรารันเดินกลับมาที่ห้องพัก พลางพูดคนเดียว
“ไหนบอกว่าไม่มีแฟน แหว่ะ น่าหมั่นไส้ นายนี่มันกะล่อนจริงๆเลย นายพินิจนัย”

ตอนค่ำ ศรารันออกมาที่ห้องอาหารของรีสอร์ท นั่งทานอาหารอยู่คนเดียว
“ ทานคนเดียวอร่อยมั้ยคุณ” พินิจนัยทัก
“ ตอนแรกก็อร่อยดี แต่มาไม่อร่อยตอนที่คุณทักนี่เหล่ะ” ศรารันตอบกลับ
“โห คุณ อะไรมันจะขนาดนั้น” พินิจนัยแกล้งโวย ศรารันมองหน้าอย่างหมั่นไส้
“ แล้วนี่แฟนคุณกลับไปแล้วเหรอ เดี๋ยวเขาเห็นคุณมาพูดคุยกับฉัน ก็ไม่พอใจหรอก”
“แฟน” พินิจนัยทำท่าคิด แล้วก็นึกออก
“อ๋อ น้องดาว เขาไม่ใช่แฟนผมสักหน่อย ผมคิดกับน้องดาว แค่น้องสาวเท่านั้น ไม่มีอะไรแอบแฝง”
“แต่ดูท่าทาง เธอไม่ได้คิดกับคุณแค่พี่ชายมั้ง” ศรารันพูดปกติ ไม่ได้คิดอะไร
“ ไม่รู้สิ คงงั้นมั้ง ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเสน่ห์ของผม มันเป็นเรื่องที่ห้ามกันยาก” พินิจนัยแกล้งพูด ส่วนศรารันก็ทำหน้าเอือมระอา
พินิจนัยแกล้งพูดต่อ
“เอ๊ะ หรือว่าคุณหึง”
ศรารันทำหน้านิ่ง
“ติงต๊องเกินไปและ ฉันไม่ได้คิดอะไรกับคุณสักหน่อย” พินิจนัยยิ้มๆ
“ก็จะไปรู้เหรอครับ เห็นคุณสนใจ”
“บ้า!” ศรารันว่า พินิจนัยหัวเราะ ความจริงเขาอยากจะให้ศรารันไม่เครียด เขาจึงชอบแกล้งแหย่ เพื่อให้เธอไม่คิดอะไรฟุ้งซ่าน
……………………………………

ในใจเรา




ตอนที่ 15


ศรารันรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น หลังจากได้ใช้บริการที่สปา แต่ก็แค่ร่างกายเท่านั้น ส่วนเรื่องหัวใจ เธอคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เธออ่านหนังสือพิมพ์หน้าสังคม เจอข่าวรติกับเพลิงเพชรที่สวีตจนออกหน้าออกตา ศรารันปาหนังสือพิมพ์ทิ้ง นิ่มต้องมาเก็บ นิ่มจะคอยรายงานข่าวอาการของศรารัน ให้โยธินกับคุณหญิงดรุณีฟังตลอด
“ตอนนี้ คุณศรา เธอก็เริ่มพูดคุยปกติค่ะ แต่ก็จะมีบางครั้งที่ชอบเงียบ เหม่อลอยบางครั้งค่ะ”นิ่มรายงานทางโทรศัพท์
“ยังไงก็ดูแลหน่อยละกัน แล้วนี่คุณศราทำอะไรอยู่” คุณหญิงถาม
“ออกไปเดินเล่นค่ะ”
“ยังไงก็คอยดูแลคุณศราด้วย”
“ค่ะ” นิ่มวางสาย

ศรารันออกไปเดินเล่นที่ทะเล เห็นคู่รักสวีตกันหวาน จนศรารันต้องเบือนหน้าหนี
“ถึงขนาดทนดูไม่ได้เลยหรือคุณ” พินิจนัยพูดหยอก
“มันเรื่องของฉัน” ศรารันยังเดินต่อ
“ความจริง คุณก็เป็นผู้หญิงหน้าตาพอใช้ได้ ทำไมไม่ลองหาใครสักคนมาดามใจล่ะ” พินิจนัยแกล้งพูด ความจริงศรารันไม่ใช่แค่หน้าตาใช้ได้ แต่เธอสวยมากๆต่างหาก
“นี่คุณ หยุดพูดสักทีได้ไหม ฉันอยากอยู่คนเดียว” ศรารันเริ่มรำคาญ
“ผมจะบอกอะไรให้ เวลาที่คนเราอยู่คนเดียว ก็มักจะคิดฟุ้งซ่าน ทำให้จิตใจเราแย่ไปเอง คนที่ทำร้ายเราจริงๆไม่ใช่ใครหรอก ก็ใจเราเองเนี่ยแหล่ะ” พินิจนัยพูด ศรารันหันมามองหน้า
“คุณเป็นนักจิตวิทยาหรือไง ถึงได้มาสอนฉันเนี่ย”
“ก็ผม มีสปาที่บำบัดจิตใจคน เพราะฉะนั้น เจ้าของก็ต้องมีคำพูดปลอบใจคนบ้างสิครับ”
พินิจนัยพูดยิ้มๆ
“ ฉันขอถามอะไรคุณหน่อยสิ คุณพินิจนัย” ศรารันหยุดเดิน
“อะไรหรือครับ”
“คุณ มีแฟนหรือยัง” ประโยคนี้ทำเอาพินิจนัยยิ้มแล้วแกล้งแซวศรารัน
“ นั่นไง! ผมว่าแล้ว คุณอยากจะให้ผมมาดามใจคุณใช่มั้ยล่ะ แต่เสียใจด้วยผมไม่ชอบเป็นตัวสำรองของใครนะคุณ” พินิจนัยแกล้งทำเป็นเสียงจริงจัง จนศรารันส่ายหน้า
“ บ้าหรือเปล่าเนี่ย ใครจะให้คุณมาดามใจ ต่อให้ผู้ชายเหลือคุณคนเดียวฉันก็ไม่แลหรอกย่ะ”ศรารันพูดประชด
“อ้าวจะไปรู้เหรอเห็นคุณ ถามแบบนี้ จะให้คิดยังไงล่ะ”
“ ฉันแค่อยากรู้”
“ถึงผมจะหน้าตาดี แต่ก็ยังไม่มีแฟนครับ คุณสบายใจได้” พินิจนัยพูดยิ้มพลางยักคิ้วหรี่ตาให้ ศรารันได้แต่ทำหน้าเอือมระอา แต่ก็แอบยิ้มออกมา
“แล้วเคยมีแฟนมาก่อนมั้ย”
“เคยตอนอนุบาลสอง” ศรารันมองหน้าผู้พูด
“แต่เราก็เลิกกัน เพราะยังเด็กเกินไป” พินิจนัยพูดหน้าซีเรียส ศรารันแอบหัวเราะ
“ขำอะไรคุณ” พินิจนัยถาม
“เปล่า แล้วทำไมตอนนี้ยังไม่มีล่ะ” ศรารันถามต่อ
“ก็ยังไม่เจอใครถูกใจมั้ง” พินิจนัยพูด
“ถ้าคุณมีแฟน แล้วถูกคนอื่นแย่งไป คุณจะทำยังไง”
“ ผมต้องแน่ใจก่อนว่าเขายังรักผมอยู่หรือเปล่า ถ้าเขารักผมอยู่ ผมก็คงทำทุกวิถีทางให้เธออยู่กับผม แต่ถ้าเธอไม่ได้รักผมแล้ว ผมก็คงปล่อยเธอไป” ศรารันเงียบ พินิจนัยพูดต่อ
“ แล้วคุณล่ะ คิดว่าคนที่ทิ้งคุณไป มีค่าพอที่จะให้คุณเสียใจหรือเปล่า” ศรารันอึ้ง มันก็จริงอย่างที่เขาพูด จะมัวไปเสียใจให้กับคนที่ไม่เห็นค่าเราทำไมกัน เขาไม่ได้มารับรู้อะไรด้วยสักหน่อย ทั้งสองเดินเล่นพูดคุยกันไป

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดวงไฟในสายฝน 2

ทันทีที่ มุฑิตาผลักบานประตูกระจกใสเข้ามาใน ‘ร้านไออุ่น’ ชายวัยกลางคนในชุดสูทแบบนักธุรกิจผู้นั่งในร้านอยู่ก่อนก็ตรงเข้าทักทายพร้อมทั้งอุ้มเด็กหญิงวัยหกขวบหน้าตาบ้องแบ๊วที่มุฑิตาจูงมาด้วย ไปหอมแก้มซ้ายขวาอย่างแสนรัก “คุณครูมาตรงเวลาดีจังครับ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยดูแลน้องดาวให้”สาเหตุที่ทำให้มุฑิตาต้องมาย่านนี้ก็เพราะเธอต้องพาเด็กหญิงดวงดาวมาประกวดสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยใกล้ๆ หลังจากกล่าวทักทายตามมารยาทและคิดว่าจะขอตัวกลับเสียที ผู้ปกครองเด็กหญิงดวงดาวก็เอ่ยปากด้วยท่าทีขัดเขิน “คุณครูทานอะไรหน่อยนะครับ ผมเป็นเจ้าภาพเอง แหะๆ คือ….ความจริงผมมีเรื่องอยากรบกวน….”แล้วหน้าที่ของครูที่ควรจะสิ้นสุดเมื่อได้ส่งตัวเด็กให้ผู้ปกครองอย่างปลอดภัยก็ทำท่าจะมีโอเวอร์ไทม์ เมื่อผู้ปกครองชี้แจงว่ากำลังคุยติดพันกับลูกค้าอยู่ในร้าน ไม่สามารถปลีกตัวกลับตอนนี้ได้ ขอร้องให้คุณครูช่วยอยู่ดูแลลูกสาวไปพลางๆ แม้งานเกินเวลานี้จะไม่มีค่าตอบแทนเช่นพนักงานบริษัททั่วไปแต่มุฑิตาก็ไม่ปฏิเสธเนื่องด้วยว่าภายในร้านมีลูกค้าเต็มทุกโต๊ะแม้จะพอมีเก้าอี้ว่างแต่ก็ต้องไปนั่งรวมกับคนอื่นอยู่ดี หลังจากกวาดตามองรอบร้านคร่าวๆครูสาวจึงตัดสินใจพาลูกศิษย์มานั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างด้านในสุดเพราะเห็นมีผู้ชายท่าทางเหมือนจะไม่สนใจอะไรในโลกนั่งอยู่เพียงคนเดียวบริกรหน้าตี๋ยิ้มแย้มเข้ามารับรายการอาหาร ลูกศิษย์ตัวน้อยสั่งโกโก้เย็นส่วนหญิงสาวสั่งนมเย็นธรรมดากับคุ๊กกี้เมล็ดดอกทานตะวัน คิดในใจว่าไม่กล้าสั่งเยอะกลัวเจ้าภาพจะไปค่อนแคะภายหลังว่าเธอเห็นแก่กิน“ครูมุขา ดอกทานตะวันเป็นยังไงคะ? แล้วทุ่งทานตะวันล่ะคะ” หลังจากที่บริกรยกคุ๊กกี้เมล็ดทานตะวันมาเสริฟ หนูน้อยก็เริ่มยิงคำถาม“ทานตะวันเป็นดอกไม้กลมๆใหญ่ๆค่ะเมล็ดนำมาทานได้ในคุ๊กกี้นี่ก็มี เมล็ดจะอยู่รวมกันตรงกลางเป็นวงกลมแล้วก็ล้อมรอบด้วยกลีบดอกที่เรียวยาว ปลูกมากแถวจังหวัดสระบุรี ลพบุรี บานประมาณช่วงปลายพฤศจิกายนถึงต้นกุมภาพันธ์ ทุ่งดอกทางตะวันกว้างมาก กว้างกว่าน้องดาวกางแขนสองมือเป็นร้อยเท่าเลย” ชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามแม้จะนั่งเงียบหากยังได้ยินเสียงแจ๋วๆของเด็กหญิงวัยหกขวบกับเสียงเย็นๆของครูสาว แล้วก็อดสงสารไม่ได้ โธ่!แม่หนูน้อยคงอยู่แต่ในกรุงเทพไม่ได้ออกต่างจังหวัด“กลมๆเหมือนลูกฟุตบอลเหรอคะ?” หนูน้อยยังคงยิงคำถามต่อ“ไม่เหมือนจ๊ะ ดอกทานตะวันไม่ได้กลมกลิ้งได้แบบนั้น แต่กลมๆแบนๆต่างหาก เหมือนหมอนแบนๆไงคะ” มุฑิตา พยายามอธิบายโดยหยิบยกสิ่งที่เด็กหญิงคุ้นเคย“พี่มีรูปทุ่งทานตะวันพอดีเอาไปดูซิครับ เก็บไว้เลยก็ได้ไม่ต้องคืน” แล้วบุคคลที่สามผู้เผอิญนั่งร่วมโต๊ะอยู่ก่อนก็เปิดกระเป๋าเงินพร้อมทั้งหยิบรูปถ่ายทุ่งทานตะวันใบเล็กๆยื่นให้“ขอบคุณมากค่ะ แต่คงรับไม่ได้หรอกค่ะ คุณเอาคืนไปเถอะ” มุฑิตาตัดสินใจปฏิเสธ หลังจากใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีตรึกตรอง รูปถ่ายที่เก็บในกระเป๋าสตางค์คงเป็นรูปสำคัญ แว๊บไปเห็นนางแบบสาวสวยกลางทุ่งทานตะวันในรูปแล้วก็ออกจะเกรงใจ สงสัยจะเป็นรูปแฟน แล้วเที่ยวเอามาให้ใครเขาทั่วแบบนี้ ถ้าแฟนรู้เข้าจะไม่น้อยใจหรือ“ขอบคุณมากค่ะ แต่น้องดาวมองไม่เห็นหรอกค่ะ น้องดาวตาบอด” เด็กหญิงกล่าวขอบคุณเสียงใสตัดกับความหมายของข้อความ“คือน้องดาวแกตาบอดมาตั้งแต่เกิดแล้วค่ะ” ฝ่ายคุณครูเห็นชายหนุ่มผู้มีน้ำใจเบิกตากว้างทำหน้างุนงงเลยอธิบายเสริม“อ้าวเหรอครับ พี่ขอโทษนะครับ พี่ไม่ได้ตั้งใจ…” พงศ์ประภานึกเสียใจจริงๆ ที่ไปจี้จุดเด็กหญิงเข้าให้ แม้จะไม่เห็นหนูน้อยสลดก็เถอะ ลองพิจารณาไปที่ตาใสๆของแม่หนู เอ้อ...ถ้าจะจริงแฮะ แต่ถ้าไม่สังเกตจะไม่รู้เลยว่าตาบอด“ครูมุขา แล้วที่เขาว่ามัน ส๊วย สวย เป็นยังไงเหรอคะ ” หนูน้อยยังคงถามทั้งที่ปากเคี้ยวคุ๊กกี้ตุ้ยๆ ทำให้พงศ์ประภายิ่งนึกเวทนา ตาบอดตั้งแต่เกิดแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะว่าความสวยมันเป็นอย่างไร แต่ในไม่นานเขาก็ต้องตะลึ่งกับวิธีอธิบายความสวยของดอกทานตะวันที่แปลกประหลาดที่สุดเริ่มแรกหญิงสาวที่ถูกเรียกว่าครูมุกล่าวขอยืมจานรองถ้วยกาแฟร้อนของเขา เอาไปให้เด็กหญิงลูบคลำ “น้องดาวลองจับนี่ดูนะคะ ดอกทานตะวันกลมๆแบนๆแบบนี้ ไม่ใช่กลมแบบลูกบอล” เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆ เหมือนจะนึกออกอย่างนั้นแหละ“เวลาเรามองแล้วเห็นดอกทานตะวันบานเต็มทุ่งจะให้ความรู้สึกสดชื่น เหมือนเวลาน้องดาวดื่มน้ำหวานๆเย็นๆไงคะ” แล้วครูสาวก็หยิบหลอดที่แช่ในโกโก้เย็นของเด็กหญิงใส่ปากหนูน้อยเพื่อให้ดูดสะดวก “เป็นไงคะ ชื่นใจไหม”“ชื่นนนนนน จายยยยย ค๊ะ” หนูน้อยตอบร่าเริง“ดอกทานตะวันมีสีเหลืองเลยทำให้มันเหมือนพระอาทิตย์ที่มีหน้าที่ให้ความอบอุ่นและแสงสว่างแก่คนบนโลก เวลาเราเห็นดอกทานตะวันเราจะรู้สึกอบอุ่นและมีความหวังเสมอ” คราวนี้อาจารย์สาวเอามือข้างหนึ่งกุมมือน้อยๆของลูกศิษย์อย่างทะนุถนอม ส่วนมืออีกข้างหนึ่งลูบศีรษะเล็กๆอย่างอ่อนโยน “เหมือนกับที่ครูเพื่อนๆแล้วก็พ่อแม่ของน้องดาวคอยเอาใจช่วยน้องดาวเวลาประกวดสุนทรพจน์ไงคะ ไม่ว่าน้องดาวจะชนะหรือไม่ก็ตาม ขอแค่น้องดาวทำให้ดีที่สุดก็พอ เมื่อทำดีที่สุดแล้วสักวันน้องดาวก็จะสมหวังอาจไม่ใช่ครั้งนี้แต่ก็ยังมีครั้งหน้า”“น้องดาวชอบดอกทานตะวันจังเลยค่ะครูมุ ส๊วย สวย” แม่หนูหลับตาพริ้มยิ้มละไมเหมือนกับกำลังฝันเห็นดอกทานตะวันจริงๆ “ที่น้องดาวว่าสวย สวยแบบไหนครับ” หลังจากที่นั่งนิ่งๆฟังคำอธิบายของครูสาวมานาน พงศ์ประภาก็เอ่ยขึ้นบ้าง “สวยเพราะทำให้สดชื่น แล้วก็ทำให้ไม่กลัวไงคะ”“ไม่กลัวอะไรครับ?”“ไม่กลัวที่จะตาบอด แล้วก็ประกวดพูดแพ้” หนูน้อยตอบใสซื่อก่อนจะก้มดูดโกโก้เย็นอีกครั้ง แต่คำตอบแบบง่ายๆของเด็กหญิงกลับกระทบใจคนถาม จริงซิ…บางทีคนตาบอดอาจเห็นอะไรมากกว่าคนตาดีก็ได้“ความสวยของคนที่มองไม่เห็นต่างกับคนที่มองเห็นค่ะ ในเมื่อแกไม่สามารถใช้สายตาได้เราจึงต้องพยายามให้แกใช้ความรู้สึกสัมผัสเอา” ครูสาวอธิบายเพราะนึกว่าชายหนุ่มคงสงสัยกับวิธีการสอนของตัว“ถ้าเป็นแบบที่คุณครูอธิบาย ก็หมายความว่าคนตาบอดใช้ประสาทสัมผัสทางใจได้ดีกว่าคนตาดีที่มักจะดูเพียงรูปภายนอก แต่ไม่มองให้ลึกถึงข้างใน”“พี่ว่าครูมุของน้องดาวสวยไหมคะ?” จู่ๆ เด็กหญิงก็ถามขึ้น เล่นเอามุฑิตาหน้าแดง จะไม่แดงได้ยังไงล่ะก็ผู้ชายตรงหน้าออกจะดูดี ส่วนตัวเองทั้งเชยเฉิ่มหน้าตาก็จืดชืด แล้วยัยลูกศิษย์แก่แดดยังไปถามเขาแบบนั้นอีก“น้องดาวอย่าไปจู้จี้พี่เขามากซิคะ” ครูสาวดุลูกศิษย์แก้เก้อพลางหยิบคุกกี้ป้อนใส่ปากเด็กหญิงซะเลยจะได้ไม่พูดมาก
พงศ์ประภารู้ทันว่าหญิงสาวตรงหน้ากำลังเขิน พวงแก้มเนียนที่ไร้เครื่องสำอางแดงระเรื่อ นึกอยากจะนั่งพิจารณาความสวยของเธอ แต่ครั้นจะมองนานก็กลัวครูมุของน้องดาวจะเขินไปกันใหญ่ ชายหนุ่มยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวแล้วก็นึกได้ว่าตัวเองไม่ได้ยิ้มแบบนี้มานานแล้ว “แล้วน้องดาวว่า ครูมุของน้องดาวสวยไหมล่ะครับ” ในเมื่อไม่กล้าตอบคำถามหนูน้อยเลยอ้อมๆถามคืนซะเลย“ครูมุสวยที่สุดเลยค่ะ ใจดี๊ดี สวยกว่านางงามด้วยนะคะ”“ครูจะสวยกว่านางงามได้ยังไงคะ น้องดาวเหลวไหลใหญ่แล้ว” ว่าแล้วก็อยากหยิกแม่ลูกศิษย์ตัวแสบนักเชียว นึกถึงรูปแฟนสาวของเขาที่ความสวยของเธอคนนั้นนำลิ่วไปแบบไม่เห็นฝุ่น ก็แสนจะขายหน้า“ครูพูดชัดกว่า เสียงหวานกว่า แล้วก็ใจดีกว่า อย่างพวกที่ประกวดนางงามที่ชอบบอกว่ารักเด็ก แต่น้องดาวไม่เห็นรู้สึกเลยว่าเขารักน้องดาว เคยมีนางงามมาที่โรงเรียนด้วยนะคะพี่มากอดๆหอมๆอยู่วันนึง แล้วก็ไม่มาอีกเลย“น้องดาวมองไม่เห็นเขา ก็เลยไม่รู้ซิคะว่านางงามสวยขนาดไหน ครูมุน่ะไม่สวยหรอกค่ะ”“แต่ผมว่าน้องดาวแกพูดถูกแล้วนะครับ เพราะน้องดาวมองความสวยไม่เหมือนที่คนปกติมอง ครูมุที่ใจดีกับแกก็เลยเป็นคนสวยในความคิดแกไงล่ะครับ” ตอบไปแบบนี้คงดีที่สุดแล้วนะ เธอคนนั้นจะได้ไม่เขิน เอาเป็นว่าเราเห็นด้วยกับน้องดาวที่ชมว่าครูสวย เราไม่ได้พูดเองซะหน่อยนี่ความจริงแม้คุณครูคนนี้จะดูตกสมัยไปบ้างทั้งการแต่งตัวที่แสนมิดชิด กริยารักนวลสงวนตัวเหมือนหญิงไทยโบราณ แต่ดวงหน้าเนียนกับตาซื่อใสไร้สารเคมีพร้อมร่างเล็กๆที่ไม่ได้ผอมจนเหมือนขาดสารอาหารแบบที่คนสมัยนี้นิยมกัน ทำให้พงศ์ประภาอดนึกไม่ได้ว่าถ้าเธอคนนี้ห่มสไบเฉียงแล้วบอกว่าอยู่ยุคเดียวกับ แม่พลอยแห่ง สี่แผ่นดิน นะ ใช่เลย!ฝ่ายมุฑิตากลับตีความคำพูดของชายหนุ่มไปอีกแบบหนึ่ง อ๋อ นี่เขาคงจะบอกเรากลายๆ แบบสุภาพว่า อย่างเราน่ะสวยได้แค่ในสายตาของคนตาบอดเท่านั้น ใช่ซิก็ตัวเองมีแฟนสวยนี่ ว่าแล้วครูสาวก็เผลอขวางค้อนไปโดยไม่รู้ตัวทั้งคนขวางและคนรับ“น้องดาวกลับบ้านกันเถอะลูก” เหมือนมีระฆังหมดยก เมื่อพ่อของลูกศิษย์เสร็จธุระมารับตัวลูกสาวคืน ค่อยยังชั่วหน่อยเพราะตอนนี้มุฑิตารู้สึกว่าใจเต้นแรงพิกล หน้าก็ร้อนๆเย็นๆ ถ้าต้องนั่งเผชิญหน้ากับคนคนนี้ต่อก็ไม่รู้จะทำตัวยังไงดี“เย็นแล้ว เดี๋ยวผมไปส่งคุณครูนะครับ ถือว่าตอบแทนที่ช่วยดูแลน้องดาวให้” แล้วคุณพ่อของเด็กหญิงดวงดาวก็จัดการชำระเงินกับบริกรระหว่างที่รอเงินทอนเด็กหญิงกระพุ่มมือไหว้พร้อมกล่าวอำลาชายหนุ่มที่นั่งร่วมโต๊ะด้วย “น้องดาวกลับบ้านก่อนนะคะพี่ ขอบคุณมากค่ะที่ให้น้องดาวนั่งด้วย”“ไม่เป็นไรครับ เอ่อ….แล้ว...น้องดาวจะมาที่นี่อีกไหมครับ” พลั้งปากไปแล้วพงศ์ประภาก็ละอายกับคำถามแบบงี่เง่าของตัวเอง เด็กที่ไหนจะรู้จักมาร้านกาแฟ ถ้าไม่มากับผู้ใหญ่“ถ้าน้องดาวเข้ารอบอีกสองวันก็ต้องมาแข่งอีกค่ะ ใช่ไหมคะครูมุ?”“แหะๆ ถ้าน้องดาวเข้ารอบ ผมคงต้องรบกวนคุณครูมาช่วยดูแกหน่อย ผมจะเอาแกมาส่งที่มอ. เหมือนวันนี้นะครับ แล้วตอนเย็นก็จะมารับกลับที่นี่ ไม่อยากขับรถเข้าในมอ. หาที่จอดยาก”“ไม่เป็นไรค่ะ” มุฑิตายิ้มรับ นักธุรกิจก็อย่างนี้งานยุ่งตลอด แต่เด็กหญิงดวงดาวก็ยังโชคดีกว่าเด็กพิเศษคนอื่นๆตรงที่พ่อกับแม่มีฐานะและเอาใจใส่ลูกดี ตอนนี้คุณแม่เพิ่งคลอดน้องคนใหม่เลยมาดูแลลูกเองไม่ได้ ยังมีลูกศิษย์คนอื่นๆที่พ่อแม่เห็นว่าความผิดปกติของลูกเป็นเรื่องอับอาย งานของมุฑิตาไม่เพียงช่วยเหลือเด็กพิเศษเหล่านี้ให้อยู่ร่วมกับคนในโลกปกติได้เท่านั้น ยังต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปกครองเด็กอีกด้วย เหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ก็อิ่มใจเมื่อได้เห็นเด็กๆที่เกิดมาโชคร้ายกว่าคนอื่นมีรอยยิ้มหลังจากที่ผู้ร่วมโต๊ะทั้งสองได้จากไปพงศ์ประภาก็กลับมาให้ความสนใจกับเอสเปรสโซ่แก้วเล็ก ตอนนี้มันเริ่มจะเย็นเพราะเจ้าของมั่วแต่เพลินคุยเพลินฟัง ยกขึ้นมาจิบ เอ๊ะ! ทำไมวันนี้มันขมจังหรือเพราะมันเย็น ว่าแล้วชายหนุ่มก็เรียกบริกรมาเอาไปทำให้ร้อนดีกว่า“ทำให้ร้อนน่ะได้ครับแต่ความหอมและสดของมันจะหายไป ถ้าคุณไม่รังเกียจผมจะยกไปอุ่นให้” บริกรอธิบาย“ไม่เป็นไร คือผมรู้สึกว่ามันขมๆ เผื่อร้อนแล้วจะดีขึ้น ขอน้ำตาลด้วยนะครับ” “เอ! ความจริงเอสเปรสโซ่ร้อนที่คุณสั่งก็เป็นสูตรนี้ทุกครั้งนี่ครับ หรือว่าคุณจะเบื่อ ถ้าอยากดื่มแบบหวานบ้างขมบ้างขอผมแนะนำ seasons change ครับ เป็นเมนูแนะนำเราเพิ่งคิดขึ้นมา คือตรงก้นแก้วจะเป็นนมข้น แล้วเอสเปรสโซ่จะอยู่ด้านบน เวลาทานไม่ต้องคนนะครับ ดื่มไปเรื่อยๆพอเหลือนมข้นก็เอาปาท่องโก๋จิ้ม เราจะเสริฟพร้อมปาท่องโก๋น่ะครับ เอาเป็นผมจะไม่คิดราคาเพิ่ม เพราะเดี๋ยวเอาแก้วนี้ไปทำให้ได้ครับ”เมื่อพงศ์ประภาตอบตกลงสักพักบริกรก็นำกาแฟมาเสริฟด้วยแก้วใสทรงตรง ชั้นล่างสุดเป็นสีขาวข้นของนม ตรงกลางออกเป็นสีน้ำตาลเพราะเป็นส่วนที่นมกับกาแฟเจอกัน ด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนออกดำของเอสเปรสโซ่เพื่อนเก่าชายหนุ่มเริ่มละเลียดกำแฟขมด้านบน จากนั้นรสกาแฟก็เริ่มหวานขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งน้ำกาแฟหมดเหลือนมข้นข้างล้าง แล้วพงศ์ประภาก็เอาปาท่องโก้มาจิ้ม รสหวานมันโดดเด่นทำให้นึกไปถึงกาแฟโบราณของพวกอาแปะ ตอนนี้เข้าใจแล้วว่าทำไมมันจึงมีชื่อว่า seasons change ก็เพราะในหนึ่งแก้วมีกาแฟสามรสด้วยกัน เริ่มจากกาแฟดำ แล้วก็กาแฟใส่นม จากนั้นก็นมหวานๆ บางทีเจ้านี่อาจเลื่อนมาเป็นแก้วโปรดที่เขาจะสั่งอย่างน้อยก็ในอีก 2 วันข้างหน้า…เมื่อได้เวลาชายหนุ่มก็ออกจากร้านไปด้วยใบหน้าสดใส ทำเอาบริกรหน้าตี๋ถึงกับงงแอบซุบซิบกับคนชงกาแฟ “เฮ้ย รุตต์ สงสัย seasons change สูตรที่แกคิดจะขายดีว่ะ ทำเอาพี่หน้าหล่อ ที่ชอบทำหน้าขมยิ่งกว่าเอสเปรสโซ่ ยิ้มได้ เจ๋งไปเลย….”



bloggang.com

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ดวงไฟในสายฝน 1




แม้สายฝนภายนอกโปรยปรายลงมาไม่ขาดตอน หากภายใน ‘ร้านไออุ่น’ ยังคงมีแขกนั่งประปราย ชายวัยกลางคนสองคนจับจองที่นั่งตรงโต๊ะกลางร้านพร้อมกาแฟดำกำลังปรึกษาอะไรบางอย่างเบาๆ เด็กสาวในเครื่องแบบนักศึกษาคู่หนึ่งคุยกันกระหนุงกระหนิงเคล้าไอศครีมอยู่โต๊ะริมหน้าต่างค่อนมาทางประตู หญิงสาวในชุดทำงานนั่งโต๊ะถัดมาเพลิดเพลินกับคาปูชิโน่ปั่นและหนังสือเล่มเล็กๆและชายหนุ่มในเชิ๊ตขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดละเลียดเอสเปรสโซ่ร้อนที่โต๊ะริมหน้าต่างมุมในสุดบริกรในชุดฟอร์มพร้อมเอี๊ยมกันเปลื้อนสีสุภาพยืนคอยให้บริการด้วยใบหน้ายิ้มแย้มอย่างไม่รู้เหนื่อย ทั้งยังมีเสียงนุ่มราวฟองนมของดีเจหนุ่มจากคลื่นวิทยุยอดนิยมทำให้บรรยากาศในร้านกาแฟเล็กๆไม่เงียบเหงาเกินไป“ฝนตกอีกแล้วนะครับ เรามาฟังเพลงเข้ากับบรรยากาศกันดีกว่า...แหม! ไม่รู้ทำไมฝนตกทีไรผมนึกถึงเพลงนี้ทุกที”ทันทีที่เสียงทุ้มหายไปดนตรีอินโทรซึ้งๆก็ค่อยๆกังวาล...พร้อมๆกับท้องฟ้าภายนอกทวีความดุดันผู้คนวิ่งกันจ้าละหวั่นเมขลาคงเริ่มล่อแก้วอีกเช่นเคย แล้วรามสูรก็ขว้างขวาน...เปรี้ยง!ในเวลาเดียวกันนั้นเองหญิงสาวร่างระหงในชุดกระโปรงสีแดงกำมะหยี่เนื้อผ้าและรูปแบบบ่งบอกถึงความมีรสนิยมและราคาที่แพงลิ่วก็ปรากฏกายขึ้น เธอผลักประตูกระจกเข้ามาในร้านอย่างเร่งรีบพลางสำรวจไปรอบๆเหมือนจะมองหาใคร ผู้มาใหม่ทำให้ทุกคนในร้านจ้องตะลึงด้วยความงามที่ดอกไม้ได้ฝนยังสะท้านอาย ผิวผ่องนวลเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ วงหน้ารูปไข่โค้งละมุนถูกตกแต่งด้วยเครื่องสำอางเนื้อละเอียดเน้นให้ดวงหน้าที่มีโครงสร้างได้รูปอยู่แล้วผุดผาดยิ่งขึ้น ยังดวงตาหวานซึ้งที่กำลังสอดส่ายไปทั่วร้านจนกระทั่งหยุดที่ โต๊ะริมหน้าต่างด้านในสุด แล้วเธอก็เริ่มเดินไปที่นั่นอยากจะลืมใครสักคน เมื่อหยาดฝนพร่างพรมพริ้วมา สายน้ำที่ร่วงหล่น ปนเคล้าหยาดน้ำตา กลับไปคิดถึงคราแรกที่เราพบกัน“สงสัยมาหาผู้ชายคนนั้น” หนึ่งในนักศึกษาสาวพึมพำบอกเพื่อนริมฝีปากอิ่มรูปกระจับแย้มยิ้มทำให้นัยน์ตาคมสวยพลอยวาวระยับ เสียงฟ้าร้องขาดหายไปไม่แน่รามสูรอาจจะเปลี่ยนใจจากลูกแก้วของนางเมขลามาหลงใหลดวงดาวระยิบทั้งคู่ของเธอคนนี้“ขอโทษทีนะ โคม พอดีฝนตกรถเลยติด ม๊าก มาก คงไม่ว่ากันนะจ๊ะ” เสียงหวานใสที่มีกระแสเว้าวอนนั่นทำให้หัวใจบุรุษในร้านไออุ่นทั้งแขกและบริกรหวั่นไหว ต่างลงความเห็นโดยไม่นัดหมายว่า ใครหนอจะโกรธสาวงามคนนี้ได้ลงคอมรสุมที่หาดสีทอง นำเราสองให้ปองรักกัน ฟ้าคำรามเธอกลัว ตัวของเราหนาวสั่น สื่อดวงตาสัมพันธ์ อบอุ่นนักสองเรา“พลอยคงไม่รบกวนเวลาของโคมมากนักหรอกแค่อยากให้โคมช่วยรับนี่ไว้หน่อย”หลังจากที่เอาแต่นั่งนิ่งชายหนุ่มในเชิ้ตขาวผู้ถูกเรียกว่าโคมก็ค่อยๆเงยศีรษะขึ้นมองหญิงสาวเบื้องหน้าแล้วมองเลยไปยังสิ่งที่เธอผู้นั้นส่งให้ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อะไร?”“เอ่อ...โคมดูเองดีกว่านะ”


ความรักเราเคยสดชื่น แล้วใยแปรเป็นอื่น เหลือแต่ความขื่นขมระทม เมื่อลมพายุหอบฝนมา เธอไม่ยอมบอกเหตุผลใดๆ ปล่อยฉันไว้กลางฝนหลังจากพิจารณาสิ่งนั้นแล้วโคมก็ตั้งคำถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่ไม่ต่างจากเดิม “เอามาให้ทำไม?”“เพราะโคมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของพลอยน่ะซิจ๊ะ พลอยอยากเห็นโคมในวันนั้น” ดวงหน้าหวานยังคงยิ้มพรายมาบัดนี้ยามฟ้าสีหม่น ราวกับดลให้ตรมฤทัย รู้เป็นเพียงอากาศ แต่ไม่อาจห้ามใจ อยากมีเธอชิดใกล้ แต่เธอคงไม่คืน เปรี้ยง! เสียงอสนีบาตฟาดฟันมาอีกครั้ง คราวนี้แผลงฤทธิ์ให้ไฟฟ้าในร้านดับพรึบ“ว้าย! ตายแล้ว พลอยไม่ชอบเลย ฝนตกลมแรงแล้วมืดๆ แบบนี้”“หึ! เหมือนตอนเราเจอกันครั้งแรกที่คณะไง ฝนตก ไฟดับ ดึกกว่านี้อีก นี่แค่โพล้เพล้เอง” คราวนี้ริมฝีปากของชายหนุ่มเหยียดเป็นแนวตรงเหมือนจะยิ้มแต่หากมีแสงสว่างกว่านี้จะเห็นว่ามีรอยเย้ยหยันสะท้อนในแววตา“รับนี่ไปแทนก่อนนะครับ เจ้าหน้าที่ไปดูแล้ว เขาว่าแป๊บเดียวเดี๋ยวก็ติด ระบบตัดไฟตกใจเสียงฟ้าผ่ามั้งครับ” บริกรหนุ่มหน้าทะเล้นพูดติดขำขันหวังให้ลูกค้าอารมณ์ดีขึ้น พร้อมทั้งวางโถแก้วที่มีเทียนดอกกุหลาบสีแดงเข้มลอยน้ำไว้กลางโต๊ะร้านไออุ่นจึงได้อาศัยแสงเทียนจากโถแก้วที่ถูกนำไปวางไว้ตามโต๊ะและมุมต่างๆทั่วร้าน แม้ไม่ถึงกับจัดจ้าเหมือนแสงไฟหรือแสงตะวันซึ่งตอนนี้เริ่มล้าลงมากซ้ำยังถูกเมฆสีคล้ำบดบัง แต่ก็ระยิบอ่อนหวานพอจะพึงพิงได้ยามไฟฟ้าขัดสน“แบบนี้ก็โรแมนติกดีเหมือนกันนะน้อง” หญิงสาวในชุดทำงานกล่าวกับบริกรพลางวางหนังสือในมือลง หันมาดื่มด่ำกับบรรยากาศแปลกใหม่ของร้านกาแฟเล็กๆ“ไม่รู้ทำไมพอไฟดับพลอยกลัวขึ้นสมองทุกที ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นถ้าไม่ได้โคม พลอยต้องแย่แน่ๆเลย” สาวสวยนามว่าพลอยยังคงดำเนินบทสนทนาต่อไป “โคมจ๋าต้องเข้าใจนะตอนนี้พวกเราโตขึ้น ไม่ใช่นักศึกษาอีกต่อไปแล้วถึงอะไรๆจะเปลี่ยนไป...แต่โคมก็ยังเป็นคนสำคัญสำหรับพลอยเสมอ”พรึบ! ไฟฟ้าทั่วร้านสว่างขึ้น เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุทำงานได้อีกครั้ง คราวนี้ไม่รู้ว่าดีเจเกริ่นนำอย่างไรเพราะไฟฟ้ามาพร้อมกับเพลงที่เล่นมาแล้วเกือบครึ่งเดินผ่านกลางคืนมาถึงกลางวัน กลับหันสะบัดมือเดินหนีไป เมื่อเธอพบตะวันส่องแสงแรงไกล ก็เลยทิ้งดวงไฟส่องทาง เธอไม่กลัวอ้างว้าง จึงจากฉันไปพลอยรีบเอามือพัดเทียนจนดับพลางบ่นอุบ “เฮ้อ!ติดซะที รำคาญจะตายไอ้เทียนเนี่ย ควันเย๊อะ เยอะ...แสบตา”“ที่ว่าสำคัญ…มากกว่าเจ้าบ่าวรึเปล่า ล่ะ?” โคมยิงคำถามด้วยสีหน้าปกติ“แหม!โคมก็ มีอารมณ์ขันเสมอเลยนะ” หญิงสาวไม่พูดเปล่ายังเอื้อมมือมาบีบจมูกของชายหนุ่มตรงหน้าส่ายไปมาอย่างคุ้นเคย“ตกลงโคมไปนะจ๊ะ ไม่รู้ล่ะยังไงก็ต้องไป งานช่วงเช้าพวกพิธีรีตองอะไรเนี่ยไม่ต้องไปก็ได้ แต่ตอนค่ำต้องไปให้ได้นะ” พลอยเร่งสรุปพลางพลิกดูนาฬิกาข้อมือเรือนหรู“พลอยต้องไปแล้วล่ะ ให้คนขับรถ‘เขา’พามานะเนี่ย เดี๋ยวต้องไปแวะรับเขาที่ออฟฟิศไปงานเลี้ยงต่ออีก แล้วเจอกันนะจ๊ะ” ว่าแล้วหญิงสาวก็พาร่างบางระหงเดินออกจากร้านไออุ่นอย่างสง่างามกัดฟันฝืนใจทน เหตุผลเธอมี เจ็บคราวนี้จะยอมข่มใจ มองภาพเธอเดินหายไปจากสายตา สายฝนภายนอกหยุดโปรยปรายเมฆก้อนคล้ำเลือนหายไปแล้ว เผยให้แห่งแสงสีทองของอาทิตย์ยามอัสดงตะแต้มด้วยแสงสีม่วงอมชมพูระบายเต็มท้องฟ้า นักศึกษาสาวทั้งสองชี้ชวนกันดูปรากฏการณ์นั้นอย่างร่าเริง หญิงสาวในชุดทำงานจดบันทึกอะไรสักอย่างลงสมุดเล่มเล็ก ชายวัยกลางคนทั้งคู่สั่งเครื่องดื่มเพิ่มกับบริกรหน้าตี๋ซึ่งยิ้มรับจนตาหยีอย่างเต็มใจบริการสุดชีวิต ชายหนุ่มในเชิ้ตขาวกับกางเกงยีนส์สีซีดเรียกบริกรหนุ่มคนที่เคยนำโถเทียนมาให้เก็บเงินก่อนจะออกจากร้านโดยมีการ์ดสีชมพูถูกทิ้งไว้บนโต๊ะ เจ้าตัวอาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจลืมไม่มีใครรู้ บริกรนิ่วหน้าก่อนจะทำความสะอาดโต๊ะเก็บแก้วกาแฟแล้วนำสิ่งนั้นทิ้งลงถังขยะ“ฝนหยุดตกแล้วนะครับ อากาศกำลังดีทีเดียวเลย...ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เปียกฝนด้วยเพลงนี้ครับ” ดีเจเสียงหล่อกลับมาทักทาย แล้วเสียงดนตรีใสๆก็บรรเลงขับกล่อมทุกชีวิตในร้านไออุ่นอีกครั้งอดทนเวลาที่ฝนพร่ำ อย่างน้อยก็ทำให้เราได้เห็นถึงความแตกต่าง เมื่อวันเวลาที่ฝนจาง ฟ้าก็คงสว่างและทำให้เราได้เข้าใจ ว่ามันคุ้มค่าแค่ไหนที่เฝ้ารอ.....